การตั้งท้องต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างน้อยประมาณ 6 เดือน ไม่ใช่ว่าอยากจะมีลูกก็ปล่อยให้ท้องเลย ถ้าอยากทำเช่นนั้นก็ได้แต่คงไม่เกิดผลดีสักเท่าไหร่ หากมีการเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งท้องและมีการเตรียมการสำหรับเด็กที่จะเกิดมาย่อมเป็นผลดีต่อสุขภาพของทั้งแม่และเด็กที่มีความพร้อมมากกว่า ว่าที่คุณแม่ควรหาความรู้เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติตัวก่อนตั้งท้อง (เตรียมตัว) การปฏิบัติตัวขณะตั้งท้องและหลังจากคลอดแล้ว เรื่องอาหารการกินสำหรับคนท้องเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง หากบำรุงดูแลสุขภาพของผู้เป็นแม่ดีแล้วจะส่งผลไปถึงเด็กที่จะเกิดมาให้มีสุขภาพที่แข็งแรงไปด้วย โดยภาพรวมแล้วอาหารสำหรับคนท้อง (Pregnancy food) ต้องเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่และทารกในท้องด้วย อาหารที่กินไม่ควรทำให้เกิดการแพ้ทั้งกับตัวแม่และทารก ควรงดอาหารกระป๋องและอาหารกึ่งสำเร็จรูปถ้าเป็นไปได้ให้เลือกกินอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆมีความสดของอาหารจะทำให้ได้คุณค่าทางโภชนาการที่ดีกว่า แต่หากไม่มีทางเลือกหรือจำเป็นต้องกินอาหารกึ่งสำเร็จรูปเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ให้แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มโปรตีนจากลูกชิ้นหรือหมูและวิตามินจากผักสดเพิ่มลงไปด้วยก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพมากกว่า ในความเป็นจริงแล้วมีความเป็นไปได้น้อยที่ในชีวิตประจำวันของคนเราจะกินอาหารได้ครบทั้งห้าหมู่อย่างได้สัดส่วนที่พอเหมาะ ดังนั้นคุณแม่ควรขอคำแนะนำจากแพทย์เพื่อหาอาหารเสริมและวิตามิน (Vitamin and Supplement) กินควบคู่กันไปด้วยเพราะสารอาหารต่างๆจากตัวคุณแม่จะถูกแบ่งปันไปให้กับทารกที่อยู่ในท้อง โดยเฉพาะแคลเซียมที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟันทำให้ร่างกายของคุณแม่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องพึ่งพาอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท (Carbohydrate) ที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณแม่และทารกให้เลือกกินข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องหรือข้าวโอ๊ตจะมีประโยชน์กว่าการกินข้าวที่ผ่านการขัดสีมาอย่างดี (ข้าวขาว) ส่วนผักและผลไม้ให้กินแต่ของสด ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มกระป๋องเพราะส่วนมากจะมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบที่มากกว่าปกติ ถ้าเป็นไปได้ให้คั้นน้ำผลไม้กินเองหากติดหวานก็ต้องพยายามเติมน้ำตาลให้น้อยที่สุดโดยคิดว่าเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกที่รัก คนท้องต้องกินอาหารที่มีแคลเซียมมากเป็นพิเศษเพื่อชดเชยแคลเซียมที่ต้องแบ่งไปให้ทารกในท้อง ดังนั้นอาหารที่คนท้องควรกินเพื่อเพิ่มแคลเซียมได้แก่น้ำซุปกระดูกหมูหรือไก่ ถ้าอาหารประเภทโปรตีนมีราคาแพงให้เลี่ยงไปกินอาหารที่ให้โปรตีนจากพืชแทนเช่น ถั่วเหลือง เต้าหู้ ฯลฯ ควรกินตับและปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง หากจำเป็นต้องกินอาหารสำเร็จรูปจำพวกอาหารกระป๋องควรเลือกที่มีส่วนประกอบของผงชูรสให้น้อยที่สุด สำหรับอาหารประเภทของหวาน ควรใช้น้ำผึ้งให้ความหวานแทนน้ำตาล ส่วนอาหารประเภทของทอดให้เปลี่ยนเป็นอาหารประเภทนึ่งหรืออบแทน อาหารประเภทปลานึ่งจะไม่มีไขมันซึ่งแตกต่างจากปลาทอดที่มีไขมันในปริมาณมาก โดยปกติอาการท้องผูกจะเกิดขึ้นกับคนที่ตั้งท้องอยู่แล้วและอาการท้องผูกจะส่งผลเสียต่อทารกดังนั้นอาหารที่มีเส้นใย (Fiber) จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น นอกจากจะรู้จักเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ (Healthy food) แล้ว คนท้องยังต้องรู้จักงดสิ่งที่ให้โทษแก่ร่างกายด้วยเช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ [...]
Archive for the ‘สุขภาพแม่และเด็ก’ Category
ไข่ตุ๋น วิธีทำไข่ตุ๋นอาหารสำหรับเด็ก (Steamed Egg for Kids)
June 19th, 2011
SC7 ไข่ตุ๋น (Steamed Egg) เป็นอาหารที่กินง่ายและทำก็ง่าย พูดได้ว่าง่ายทั้งทำและง่ายทั้งกินเลย อาหารจำพวกไข่ก็มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กเล็กที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตควรกินไข่วันละหนึ่งฟองเป็นอย่างน้อยโดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นไข่เจียว ไข่ดาว ไข่เยี่ยวม้า ไข่ลูกเขย ไข่ต้มหรือไข่ตุ๋น ให้แล้วแต่ความชอบของคนกินก็แล้วกัน พื้นฐานของการทำไข่ตุ๋นสามารถนำไปประยุกต์ให้เกิดรูปแบบใหม่ๆเพื่อจูงใจให้เด็กอยากกินไข่ตุ๋นให้ทำดังนี้คือ วิธีทำไข่ตุ๋น โดยทั่วไปจะใช้ไข่ไก่อยู่ที่ 1-2 ฟองขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่จะกินให้คิดโดยเฉลี่ยคนละ 1-2 ฟองก็น่าจะพอดีหากจำนวนคนกินมากขึ้นก็เพิ่มจำนวนไข่และปริมาณวัตถุดิบไปตามสัดส่วน ไข่ตุ๋นจะมีการเพิ่มโปรตีนอื่นๆเข้ามาเนื่องจากโปรตีนจากไข่จะไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โปรตีนที่เพิ่มเข้ามาอาจเป็นโปรตีนจากเนื้อสัตว์เช่น หมู กุ้ง ไก่ ตับ ฯลฯ นอกจากนี้หากมีการเพิ่มวิตามินจากผักเข้าไปอีกก็จะเป็นการดียิ่งขึ้นเช่น ผักขม ข้าวโพดอ่อน หัวแครอท ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการประยุกต์ของคนทำหากทำให้เด็กเล็กกินก็ให้วิธีบดหรือซอยหยาบทั้งเนื้อสัตว์และผักที่จะใส่เพิ่มลงไปในไข่ที่ตีแล้ว ส่วนผสมที่สำคัญอีกอย่างของไข่ตุ๋น (Steamed Egg) คือ น้ำซุปกระดูกหรือน้ำซุปผัก วิธีการทำไข่ตุ๋นให้อร่อยสิ่งที่จะขาดไม่ได้คือน้ำซุปจากกระดูกอาจเป็นกระดูกหมู ไก่หรืออาจจะใช้เป็นน้ำซุปผักก็ได้สามารถเลือกปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมและความชอบ การตุ๋นไข่ให้เด็กเล็กกินไม่ควรใช้ซอสปรุงรสที่มีส่วนผสมของผงชูรสเพราะจะทำให้เด็กติดรสชาติของผงชูรส อนุโลมให้ใส่เกลือได้เล็กน้อย โดยทั่วไปเพียงแค่ความหอมของน้ำซุปจากกระดูกหมูหรือไก่ก็ทำให้ไข่ตุ๋นรสชาติดีอยู่แล้วเรียกได้ว่าอร่อยโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งซอสปรุงรสอย่างอื่นเลย วิธีลงมือทำไข่ตุ๋น ให้ตอกไข่ไก่ 1-2 ฟองแล้วตีไข่ไก่ให้แตกพอสมควร ผสมเครื่องไข่ตุ๋นที่เตรียมไว้เช่นหมูบด ไก่ ตับและผักซอยหยาบลงไปตีให้เข้ากันจากนั้นเติมน้ำซุปกระดูกหมูประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะหรือตามความชอบ หากชอบความหอมของน้ำซุปเยอะก็ใส่ให้มากหน่อยแล้วนำส่วนผสมที่เตรียมเสร็จแล้วไปวางในลังถึงนึ่งประมาณ 10 – 15 นาทีพอไข่สุกก็ปิดเตายกลงมารอให้อุ่นก็พร้อมเสริฟได้เลย หากรู้จักการประยุกต์จะสามารถทำให้ได้ไข่ตุ๋นที่หลากหลายรูปแบบน่ากินและไม่จำเจ [...]
วิธีให้อาหารสำหรับเด็กอ่อน (Baby Foods)
June 8th, 2011
SC7 คุณแม่มือใหม่หรือคุณแม่ป้ายแดงหลายๆคนมีความกังวลเกี่ยวกับการเตรียมอาหารสำหรับเด็กอ่อน(Baby Foods) ให้แก่ลูกน้อยของตน คุณแม่บางคนหรือว่าที่คุณแม่ก็เครียดจนเกินไปว่าจะมีวิธีการเตรียมอาหารให้ลูกอย่างไร ลูกจะกินอะไรได้บ้างสำหรับวัยของลูกในแต่ละช่วงอายุ เมื่อลูกคลอดออกมาใหม่ๆอายุยังไม่ครบ 6 เดือนเด็กจะมีความคุ้นเคยกับนมแม่เพียงอย่างเดียว ลักษณะทางกายภายของเด็กอ่อนลำไส้จะยังไม่แข็งแรงมีช่องว่างระหว่างลำไส้มาก หากได้รับสิ่งอื่นใดนอกเหนือจากนมแม่ที่คุ้นเคยเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารแล้วอาจทำให้มีปัญหากับระบบทางเดินอาหารได้ การเริ่มให้อาหารแก่ลูกที่อายุยังไม่ถึง 6 เดือนควรเริ่มจาการให้อาหารแก่เด็กทีละน้อยเพื่อค่อยๆสร้างความคุ้นเคยให้กับระบบทางเดินอาหารให้มีโอกาสได้ปรับตัวและทำความคุ้นเคยกับสิ่งใหม่ๆที่เข้ามาสู่ระบบทางเดินอาหารที่นอกเหนือจากนมแม่ เมื่อลูกมีความคุ้นเคยแล้วจึงค่อยๆเพิ่มปริมาณและความหลากหลายของอาหารสำหรับเด็กอ่อนให้ลูกได้รู้จักกับอาหารที่มากชนิดขึ้น เวลาที่ใช้เตรียมอาหารของเด็กอ่อน อย่าใช้เวลามากจนเกินไป ให้ถือหลักที่ว่าเรากินอะไรลูกก็ต้องกินอย่างนั้น ดังนั้นอาหารที่เรากินกันอยู่ทุกวันเด็กก็ต้องกินได้เช่น เต้าหู้บด ไข่ต้ม มันบด ปลาเนื้อขาว หมูบด ฯลฯ การเตรียมอาหารสำหรับเด็กอ่อนไม่ควรเตรียมเป็นพิเศษโดยเฉพาะด้วยเหตุผลที่ว่าจะทำให้เสียเวลากับการปรุงอาหารสำหรับเด็กอ่อนมากจนเกินไปเพราะลูกเพิ่งจะเริ่มหัดกินอาหารจึงมักกินได้เพียงปริมาณเล็กน้อยหรืออาจจะน้อยมาก ดังนั้นควรดูแลเรื่องเวลาที่ให้กับการเตรียมอาหารให้เหมาะสม ชนิดของอาหารที่กล่าวมาข้างต้นคือสิ่งที่เรากินได้ลูกก็กินได้เช่นกันไม่จำเป็นต้องไปสรรหาอะไรที่พิเศษจนเสียเวลามากเกินไปเอาเวลาไปเล่นหรืออยู่ใกล้ชิดกับลูกจะดีกว่า คุณแม่มือใหม่ต้องสังเกตจะจดจำหลังจากการทดลองว่า ลูกชอบกินอาหารชนิดใด ไม่ชอบกินอาหารชนิดใดและอาหารชนิดใดที่ลูกไม่กินเลยก็อย่าพยายามยัดเยียดหรือบังคับให้ลูกกินไม่ว่าตำราจะบอกว่าอาหารชนิดนั้นมีประโยชน์ต่อลูกมากมายเพียงใดก็ตามให้คุณทดลองกับอาหารหลายๆอย่างแล้วเก็บไว้เป็นข้อมูลสำหรับเตรียมอาหารให้ลูกของคุณ ระยะเวลาหรือช่วงอายุที่จะเริ่มให้อาหารสำหรับลูกของคุณไม่ได้กำหนดแน่นอนตายตัวเพราะขึ้นอยู่กับความพร้อมของร่างกายเด็กมากกว่า เด็กบางคนอาจจะเริ่มได้เร็วบางคนอาจเริ่มได้ช้าไม่เหมือนกัน แต่โดยทั่วไปแล้วเมื่อลูกอายุประมาณ 5 เดือนคือเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มทดลองให้อาหารแก่ลูกของคุณ แรกๆลูกของคุณอาจจะบ้วนอาหารออกมาจนหมดก็ไม่ต้องกังวลมากให้คุณทดลองใหม่ในวันถัดไปถ้าลูกคุณยังไม่ยอมกินอีกก็ให้ทิ้งระยะสักหนึ่งอาทิตย์แล้วค่อยลองใหม่อีกครั้งอย่าใจร้อน ถ้าทดลองให้กินโจ๊กแล้วลูกไม่กินให้ลองเปลี่ยนชนิดของอาหารไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอชนิดอาหารที่ลูกกิน อาจต้องใช้เวลาหน่อยแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่ากังวลว่าถึงเวลาแล้ว(5 เดือน)ลูกยังไม่เริ่มกินอาหารแล้วจะทำให้ลูกขาดสารอาหารร่างกายจะไม่สมบูรณ์เพราะยังไงเสียลูกก็ยังกินนมแม่อยู่ อาหารเด็กอ่อน(Baby Foods) ที่ทดลองให้เริ่มจากอาหารอ่อนๆ เช่นข้าวตุ๋นหรือโจ๊กแล้วจึงค่อยเปลี่ยนมาเป็นข้าวต้มธรรมดาเมื่ออายุเด็กมากขึ้นเป็น 7-8 เดือนและเปลี่ยนมาเป็นกินข้าวสวยเหมือนผู้ใหญ่เมื่ออายุ 1 ขวบโดยประมาณ อย่าลืมว่าสภาพร่างกายของเด็กแต่ละคนมีความพร้อมไม่เหมือนกันตลอดจนพัฒนาการของเด็กแต่ละคนก็แตกต่างกัน อย่าใจร้อน อย่าบังคับให้เด็กกินอาหารเพียงเพราะว่าคุณแม่คิดว่าถึงเวลาแล้ว ให้สังเกตจากความพร้อมของลูกคุณเป็นสิ่งสำคัญ คุณจะมีความสุขเพียงใดเมื่อเห็นลูกกินอาหารไปด้วยและหัวเราะไปด้วยอย่างมีความสุข


Posted in
Tags: