<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สุขภาพที่ดีสร้างได้ไม่ยาก</title>
	<atom:link href="http://healthforhealth.net/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://healthforhealth.net</link>
	<description>วิธีดูแลรักษาสุขภาพและความรู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ</description>
	<lastBuildDate>Sun, 04 Dec 2011 07:33:55 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1.2</generator>
<xhtml:meta xmlns:xhtml="http://www.w3.org/1999/xhtml" name="robots" content="noindex" />
		<item>
		<title>อาหารคนท้อง (Pregnancy food) และวิธีปฏิบัติตัวเพื่อดูแลสุขภาพ</title>
		<link>http://healthforhealth.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-pregnancy-food-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%8f/</link>
		<comments>http://healthforhealth.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-pregnancy-food-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%8f/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jun 2011 16:16:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>SC7</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพแม่และเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารการกิน]]></category>
		<category><![CDATA[pregnancy food]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีปฏิบัิตตัว]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพคนท้อง]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารคนท้อง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthforhealth.net/?p=60</guid>
		<description><![CDATA[การตั้งท้องต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้าอย่างน้อยประมาณ 6 เดือน ไม่ใช่ว่าอยากจะมีลูกก็ปล่อยให้ท้องเลย ถ้าอยากทำเช่นนั้นก็ได้แต่คงไม่เกิดผลดีสักเท่าไหร่ หากมีการเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งท้องและมีการเตรียมการสำหรับเด็กที่จะเกิดมาย่อมเป็นผลดีต่อสุขภาพของทั้งแม่และเด็กที่มีความพร้อมมากกว่า ว่าที่คุณแม่ควรหาความรู้เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติตัวก่อนตั้งท้อง (เตรียมตัว) การปฏิบัติตัวขณะตั้งท้องและหลังจากคลอดแล้ว เรื่องอาหารการกินสำหรับคนท้องเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง หากบำรุงดูแลสุขภาพของผู้เป็นแม่ดีแล้วจะส่งผลไปถึงเด็กที่จะเกิดมาให้มีสุขภาพที่แข็งแรงไปด้วย โดยภาพรวมแล้วอาหารสำหรับคนท้อง (Pregnancy food) ต้องเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่และทารกในท้องด้วย อาหารที่กินไม่ควรทำให้เกิดการแพ้ทั้งกับตัวแม่และทารก ควรงดอาหารกระป๋องและอาหารกึ่งสำเร็จรูปถ้าเป็นไปได้ให้เลือกกินอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆมีความสดของอาหารจะทำให้ได้คุณค่าทางโภชนาการที่ดีกว่า แต่หากไม่มีทางเลือกหรือจำเป็นต้องกินอาหารกึ่งสำเร็จรูปเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ให้แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มโปรตีนจากลูกชิ้นหรือหมูและวิตามินจากผักสดเพิ่มลงไปด้วยก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพมากกว่า ในความเป็นจริงแล้วมีความเป็นไปได้น้อยที่ในชีวิตประจำวันของคนเราจะกินอาหารได้ครบทั้งห้าหมู่อย่างได้สัดส่วนที่พอเหมาะ ดังนั้นคุณแม่ควรขอคำแนะนำจากแพทย์เพื่อหาอาหารเสริมและวิตามิน (Vitamin and Supplement) กินควบคู่กันไปด้วยเพราะสารอาหารต่างๆจากตัวคุณแม่จะถูกแบ่งปันไปให้กับทารกที่อยู่ในท้อง โดยเฉพาะแคลเซียมที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟันทำให้ร่างกายของคุณแม่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องพึ่งพาอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท (Carbohydrate) ที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณแม่และทารกให้เลือกกินข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องหรือข้าวโอ๊ตจะมีประโยชน์กว่าการกินข้าวที่ผ่านการขัดสีมาอย่างดี (ข้าวขาว)  ส่วนผักและผลไม้ให้กินแต่ของสด ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มกระป๋องเพราะส่วนมากจะมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบที่มากกว่าปกติ ถ้าเป็นไปได้ให้คั้นน้ำผลไม้กินเองหากติดหวานก็ต้องพยายามเติมน้ำตาลให้น้อยที่สุดโดยคิดว่าเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกที่รัก คนท้องต้องกินอาหารที่มีแคลเซียมมากเป็นพิเศษเพื่อชดเชยแคลเซียมที่ต้องแบ่งไปให้ทารกในท้อง ดังนั้นอาหารที่คนท้องควรกินเพื่อเพิ่มแคลเซียมได้แก่น้ำซุปกระดูกหมูหรือไก่  ถ้าอาหารประเภทโปรตีนมีราคาแพงให้เลี่ยงไปกินอาหารที่ให้โปรตีนจากพืชแทนเช่น ถั่วเหลือง เต้าหู้ ฯลฯ ควรกินตับและปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง หากจำเป็นต้องกินอาหารสำเร็จรูปจำพวกอาหารกระป๋องควรเลือกที่มีส่วนประกอบของผงชูรสให้น้อยที่สุด สำหรับอาหารประเภทของหวาน ควรใช้น้ำผึ้งให้ความหวานแทนน้ำตาล ส่วนอาหารประเภทของทอดให้เปลี่ยนเป็นอาหารประเภทนึ่งหรืออบแทน อาหารประเภทปลานึ่งจะไม่มีไขมันซึ่งแตกต่างจากปลาทอดที่มีไขมันในปริมาณมาก โดยปกติอาการท้องผูกจะเกิดขึ้นกับคนที่ตั้งท้องอยู่แล้วและอาการท้องผูกจะส่งผลเสียต่อทารกดังนั้นอาหารที่มีเส้นใย (Fiber) จะช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น นอกจากจะรู้จักเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ (Healthy food) แล้ว คนท้องยังต้องรู้จักงดสิ่งที่ให้โทษแก่ร่างกายด้วยเช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://healthforhealth.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-pregnancy-food-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%8f/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer)  สาเหตุ อาการและการดูแลรักษา</title>
		<link>http://healthforhealth.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-peptic-ulcer-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://healthforhealth.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-peptic-ulcer-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Jun 2011 11:06:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>SC7</dc:creator>
				<category><![CDATA[อาหารการกิน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[รักษา]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุ]]></category>
		<category><![CDATA[หิวก็ปวด]]></category>
		<category><![CDATA[อาการ]]></category>
		<category><![CDATA[อิ่มก็ปวด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกระเพาะอาหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthforhealth.net/?p=57</guid>
		<description><![CDATA[โรคกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer) เป็นโรคที่ผู้ป่วยต้องทนทรมานกับการปวดท้องเป็นอย่างมาก คงเคยได้ยินคำพูดเหล่านี้ที่ว่า ปวดท้องบ่อยๆ อิ่มก็ปวดหิวก็ปวดสงสัยจะเป็นโรคกระเพาะ กินเหล้าตอนท้องว่างจะทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร อย่าเครียดมากเดี๋ยวจะเครียดลงกระเพาะนะ หากสังเกตให้ดีแล้วคำพูดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงสาเหตุและพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร อันที่จริงแล้วมีสาเหตุจำนวนมากที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะแต่ก็สามารถสรุปออกมาได้เป็นข้อๆดังนี้คือ 1. พฤติกรรมกินอาหารไม่เป็นเวลา 2. มีความเครียดวิตกกังวลจากเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว 3. การกินอาหารที่มีรสจัดทั้งหวาน เค็ม มัน เปรี้ยวและโดยเฉพาะรสเผ็ดจัด 4. การกินยาบางชนิดที่แก้ปวดชนิดเฉียบพลัน ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาสเตียรอยด์ ฯลฯ 5. ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ซึ่งจะทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารมาก 6. สูบบุหรี่จัดก็เป็นสาเหตุของโรคได้ อาการของโรคกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer) ที่สำคัญคือจุกเสียด ปวดท้อง แน่นท้อง อาการเหล่านี้จะเป็นๆหายๆแบบเรื้อรัง บางรายอาจจะปวดท้องเมื่อหิวหรือปวดท้องหลังจากกินอิ่มแล้ว ส่วนอาการอื่นๆเช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ด่วน วิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร เนื่องจากโรคกระเพาะมีสาเหตุจากปริมาณกรดในกระเพาะอาหารที่มากเกินไปทำให้กรดนั้นกัดผนังกระเพาะจนเป็นแผลและเกิดการอักเสบจึงทำให้มีอาการปวดท้องดังนั้นต้องพิจารณาดูว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารของคุณมากจนปวดท้องเช่น ทำงานจนลืมกินข้าวหรือกินข้าวไม่เป็นเวลา เมื่อถึงเวลากินอาหารแล้วร่างกายได้ขับน้ำย่อยออกมาเพื่อเตรียมย่อยอาหารแต่อาหารกลับไม่มาตามนัด น้ำย่อยจึงต้องย่อยผนังกระเพาะอาหารโดยไม่ได้ตั้งใจ หากเป็นเช่นนี้คุณควรปรับพฤติกรรมเรื่องการกินอาหารให้ตรงเวลาหรือถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ให้หาของกินเล่นเช่นขนมปังหรือแซนด์วิชมารองท้องก่อนเป็นต้น หากสาเหตุของโรคกระเพาะอาหารเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน(กาแฟ-ชา) มากเกินไปทำให้เกิดการกระตุ้นให้กระเพาะอาหารมีกรดมาก จึงต้องปรับพฤติกรรมการกินชา-กาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ให้เหมาะสมขึ้น ส่วนการกินยาแก้ปวดและคลายกล้ามเนื้อหรือการกินอาหารรสจัดควรทำแต่พอดีเช่นกัน หากไม่จำเป็นอย่าซื้อยามากินเองให้ซื้อและกินยาตามคำสั่งแพทย์เพราะยาบางชนิดเช่นยาแก้ปวดชนิดเฉียบพลันบางตัวจะมีฤทธิ์ในการกัดกระเพาะอาหารจึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวังหรือตามคำสั่งแพทย์ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://healthforhealth.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-peptic-ulcer-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ(Cystitis , Urinary tract infection) อาการ สาเหตุและวิธีป้องกัน</title>
		<link>http://healthforhealth.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa/</link>
		<comments>http://healthforhealth.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Jun 2011 16:43:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>SC7</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[กระเพาะปัสสาวะอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[ป้องกันโรค]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุ]]></category>
		<category><![CDATA[อั้นฉี่]]></category>
		<category><![CDATA[อาการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthforhealth.net/?p=55</guid>
		<description><![CDATA[กระเพาะปัสสาวะอักเสบเป็นโรคที่มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเพราะผู้หญิงมีพฤติกรรมชอบอั้นฉี่มากกว่าและมีความยากลำบากในการหาสถานที่สำหรับถ่ายเบาได้ยากเมื่อเวลาออกไปธุระนอกบ้าน อีกทั้งสรีระร่างกายของผู้หญิงธรรมชาติได้ออกแบบมาให้ช่องทวารหนักกับอวัยวะเพศอยู่ใกล้กันมากกว่าของผู้ชายและพฤติกรรมการชำระล้างเมื่อถ่ายหนักเสร็จคือการเช็ดทวารหนักหากผู้หญิงเช็ดโดยการปาดจากข้างหลังมาข้างหน้าก็ทำให้มีโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายทางอวัยวะเพศและลุกลามไปยังท่อปัสสาวะได้ง่าย โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis , Urinary tract infection) จะมีการอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสามารถหลุดรอดเข้าไปถึงกระเพาะปัสสาวะได้และเนื่องจากผู้หญิงมีท่อปัสสาวะที่สั้นชอบอั้นฉี่เนื่องจากห้องน้ำนอกบ้านไม่สะอาดเท่าที่ควร (กลัวติดเชื้อโรค) จึงทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าผู้ชาย สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบอยู่แล้วหากไม่ใส่ใจดูแลรักษาให้ถูกวิธีอาจเกิดการลุกลามของโรคไปยังอวัยวะใกล้เคียงได้เช่น ทำให้กรวยไตอักเสบและในผู้ป่วยเพศชายอาจทำให้ต่อมลูกหมากอักเสบได้ อาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ จะปวดปัสสาวะบ่อยแต่จะฉี่ไม่ค่อยออกหรือฉี่กระปริบกระปรอย เมื่อถ่ายปัสสาวะเสร็จแล้วมักจะปวดท้องน้อยและได้รับความทรมานจากการปวดแสบท่อปัสสาวะอาจมีเลือดปนออกมาพร้อมกับปัสสาวะก็ได้ หากนำปัสสาวะมาตรวจจะพบเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติหรือถ้าโชคดีอาจตรวจพบเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของการอักเสบด้วย วิธีป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ที่สำคัญคืออย่ามีพฤติกรรมอั้นฉี่โดยเด็ดขาด การกลั้นปัสสาวะจะทำให้เชื้อโรคมีโอกาสย้อนกลับไปสู่กระเพาะปัสสาวะและทำให้เกิดการอักเสบได้ง่ายและการเช็ดทำความสะอาดเมื่อถ่ายหนักเสร็จแล้วต้องเช็ดทำความสะอาดจากข้างหน้าปาดไปข้างหลัง อย่าเช็ดย้อนศรโดยเด็ดขาด (จะเพิ่มโอกาสติดเชื้อได้ง่าย) ให้ดื่มน้ำมากๆจะช่วยให้ร่างกายขับเชื้อโรคออกมาทางปัสสาวะได้และดูแลสุขอนามัยให้ดีอย่าปล่อยให้บริเวณอวัยวะเพศอับชื้นต้องดูแลให้แห้งและสะอาดอยู่เสมอ ถึงแม้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ( Cystitis , Urinary tract infection) จะมีโอกาสเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่ยังไงก็ไม่ควรตั้งตนอยู่ในความประมาท หากเริ่มมีอาการของโรคให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาให้หายขาดอย่าปล่อยให้เป็นโรคเรื้อรังโดยเด็ดขาดเพราะหากเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆที่ร้ายแรงยิ่งกว่าและจะทำให้การรักษายากลำบากมากขึ้น  “ฉี่” ใครคิดว่าไม่สำคัญ&#8230;.ไม่จริง]]></description>
		<wfw:commentRss>http://healthforhealth.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคภูมิแพ้ (Allergy) อาการ สาเหตุและวิธีป้องกันโรคภูมิแพ้</title>
		<link>http://healthforhealth.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89-allergy-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://healthforhealth.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89-allergy-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 23 Jun 2011 16:56:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>SC7</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[ป้องกัน]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุ]]></category>
		<category><![CDATA[อาการ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคภูมิแพ้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthforhealth.net/?p=53</guid>
		<description><![CDATA[ระบบภูมิคุ้มกันเป็นกลไกของร่างกายที่มหัศจรรย์ยิ่ง เวลาที่มีสิ่งแปลกปลอมหรือสารที่ก่อให้เกิดการแพ้เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะแสดงปฏิกิริยาต่อต้านให้เห็นโดยการปล่อยสารฮีสตามีน (Histamine) ออกมาทำให้เป็นผื่นแดง คันขึ้นบนตำแหน่งที่มีสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายแล้วไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำหน้าที่ของมันเพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย โรคภูมิแพ้ (Allergy) จะมีอาการคือเกิดเป็นลมพิษ รอยนูน บวมเป็นปื้นบริเวณผิวหนังที่เกิดอาการ ทำให้คัน แสบร้อน ผู้ป่วยที่มีอาการภูมิแพ้บางรายอาจหายได้เองภายในเวลา 24 ชั่วโมงแต่บางรายก็อาจเกิดอาการชนิดเรื้อรังอยู่หลายวัน พอผื่นแดงที่เป็นแผลแห้งหายไปก็จะกลายเป็นเกล็ดที่ผิวหนังจะทำให้เกิดอาการคัน  บริเวณผิวหนังเป็นที่อยู่ของมาสต์เซลล์ (Mast Cell) ซึ่งภายในจะมีสารภูมิคุ้มกันที่เป็นตัวป้องกันภัยให้แก่เรา แต่ถ้าภายในมาสต์เซลล์มีสารภูมิคุ้มกันมากไปจะทำให้เกิดผลเสียคือร่างกายมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกอย่างเร็ว เมื่อถูกกระตุ้นจากสิ่งแปลกปลอมก็จะมีการปล่อยสารฮีสตามีนออกมาจนเกิดการเป็นลมพิษทำให้ผิวหนังบวมแดงได้ หลอดเลือดแดงฝอยที่อยู่บริเวณใต้ผิวหนังจะถูกสารฮีสตามีนกระตุ้นทำให้เลือดซึมผ่านไปยังเนื้อเยื่อต่างๆได้ เม็ดเลือดขาว (leukocyte) ก็จะทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายและทำการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมดังกล่าวทำให้มีอาการแสบร้อน คัน บวม แดงบริเวณผิวหนังที่มีอาการ สารภูมิแพ้หรือปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้มีได้หลากหลายตั้งแต่อาหาร เครื่องปรุงอาหาร สภาพอากาศที่ร้อนเกินไป หนาวเกินไป ยาบางชนิด พิษของสัตว์หรือแมลงต่างๆ อย่างที่บอกแล้วว่าการจะแพ้สารอะไรนั้นจะแตกต่างกันไปเฉพาะบุคคล ดังนั้นผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ต้องพยายามหาสาเหตุนั้นให้เจอแล้วพยายามหลีกเลี่ยงอย่าเข้าใกล้หรือสัมผัสกับสารที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้นั้น สารภูมิแพ้ทำให้เกิดลมพิษ (Urticaria, Hives) แต่การที่จะหาว่าร่างกายแพ้อะไรหรืออะไรคือสารภูมิแพ้จนทำให้เกิดลมพิษนั้นยังเป็นการยากที่จะหาคำตอบให้ได้โดยเร็วเพราะสภาพร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะแพ้สิ่งที่ไม่น่าแพ้สำหรับคนอื่นๆ ดังนั้นวิธีป้องกันโรคภูมิแพ้ต้องอาศัยความช่างสังเกตของผู้ป่วยเองว่าโรคภูมิแพ้จะเกิดอาการเมื่อสัมผัสหรือทำกิจกรรมอะไร บางคนอาจจะเกิดอาการแพ้เมื่อสัมผัสกับโลหะบางชนิดคือแพ้โลหะเงินหรือโลหะทอง บางคนอาจจะแพ้ฝุ่นละออง ฯลฯ แล้วแต่ว่าสภาพร่างกายจะแพ้ต่อสิ่งกระตุ้นชนิดไหน วิธีรักษาโรคภูมิแพ้ โดยทั่วไปอาการแพ้ (ลมพิษ) จะหายไปเองในเวลาไม่นาน วิธีรักษาจึงทำได้เพียงพยายามผ่อนหนักให้เป็นเบาคือเมื่อมีอาการแพ้ผิวหนังแดงเป็นผื่น ปวดแสบปวดร้อนก็บรรเทาด้วยการทายาคาลาไมล์หรืออาจจะใช้สมุนไพรที่มีคุณสมบัติแก้อาการผื่นคันเช่นใบชะพลูมาบดผสมกับเหล้าโรงแล้วทาบรรเทาอาการแพ้จะช่วยให้ผิวหนังที่เกิดอาการแพ้เย็นลงและหายคันได้ วิธีรักษาโรคภูมิแพ้ให้หายขาดไม่สามารถทำได้เนื่องจากมีสาเหตุมาจากภายในร่างกายแพ้ต่อสิ่งแปลกปลอม [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://healthforhealth.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89-allergy-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) สาเหตุ อาการและวิธีป้องกัน</title>
		<link>http://healthforhealth.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-diabetes-mellitus-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://healthforhealth.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-diabetes-mellitus-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Jun 2011 11:32:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>SC7</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[ป้องกัน]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุ]]></category>
		<category><![CDATA[อาการ]]></category>
		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[โรค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthforhealth.net/?p=49</guid>
		<description><![CDATA[ที่มาของชื่อโรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) เป็นอย่างไร โรคเบาหวานจะเรียกชื่อตามอาการของโรค การถ่ายปัสสาวะจะถือว่าเป็นการถ่ายเบา ดังนั้นถ้าปัสสาวะที่คุณขับถ่ายออกมาถูกมดมาตอมแสดงว่าในปัสสาวะของคุณมีน้ำตาลผสมอยู่ ความจริงน่าจะเรียกว่า ปัสสาวะหวานมากกว่า นั่นคือปริมาณน้ำตาลในร่างกายมีมากเกินไปและร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างสมบูรณ์ทำให้ในเลือดมีระดับน้ำตาลสูงกว่าปกติจนถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของร่างกาย สาเหตุของโรคเบาหวานที่ทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงอาจเกิดจากสาเหตุ 2 ประการคือ ความบกพร่องในหน้าที่ของตับอ่อนและร่างกายผลิตฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ที่มีคุณภาพไม่ดีพอ อธิบายได้ว่าตับอ่อนมีหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนอินซูลินที่ทำหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญน้ำตาลในเลือดให้กลายเป็นพลังงานและความร้อน หากตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ตามปกติปัญหาก็จะไม่เกิดแต่หากฮอร์โมนอินซูลินมีปริมาณไม่เพียงพอจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนถูกจนออกจากร่างกายทางปัสสาวะที่แสดงออกมาในลักษณะอาการของโรคเบาหวานนั่นเอง โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) จะมีผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายที่สำคัญคือระบบประสาทต่างๆจะทำงานบกพร่อง การตอบสนองต่อสิ่งเร้าทำได้ช้าหรืออาจไม่มีปฏิกิริยาเลย การมองเห็นของดวงตาจะเสื่อมลงจนถึงขั้นตาบอดได้ ความรุนแรงของโรคเบาหวานนั้นหากผู้ป่วยมีน้ำตาลอยู่ในเซลล์เนื้อเยื่อของอวัยวะใดน้ำตาลก็จะกลายเป็นอาหารและเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคอย่างดี หากผู้ป่วยเบาหวานเกิดมีบาดแผลขึ้นแผลจะเกิดการติดเชื้อและลุกลามต่อไปอย่างรวดเร็วยากต่อการรักษา ที่พบเห็นได้บ่อยคือเบาหวานเป็นสาเหตุให้ไตต้องทำงานหนักขึ้นคือต้องกรองเอาน้ำตาลปริมาณมากออกจากกระแสเลือด เมื่อไตทำงานไม่ไหวน้ำตาลจึงหลุดลอดออกมาในปัสสาวะ โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) มักเกิดขึ้นกับวัยกลางคนและเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ พันธุกรรมก็เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวานแต่ส่วนมากพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ถูกต้องคือการติดหวานเมื่อกินอาหารทุกครั้งจะต้องหวานไว้ก่อนก็เป็นสาเหตุของโรคเบาหวานเช่นกัน โรคเบาหวานเป็นจะค่อยๆคืบคลานเข้าหาคุณโดยไม่รู้ตัวดังนั้นการป้องกันโรคเบาหวานคือระวังเรื่องอาหารการกินอย่าติดหวานมากและหมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปีเพื่อจะได้ตรวจพบโรคเบาหวานและหาทางควบคุมรักษาโรคเสียแต่เนิ่นๆ จะเป็นการดีที่สุด]]></description>
		<wfw:commentRss>http://healthforhealth.net/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99-diabetes-mellitus-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เพศสัมพันธ์ในวัยเรียน (Sex in School) พฤติกรรมที่ต้องให้ความสนใจและหาทางป้องกัน</title>
		<link>http://healthforhealth.net/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-sex-in-sc/</link>
		<comments>http://healthforhealth.net/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-sex-in-sc/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Jun 2011 10:43:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>SC7</dc:creator>
				<category><![CDATA[เพศศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[ป้องกัน]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[วัยเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[สาเหตุ]]></category>
		<category><![CDATA[เพศสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthforhealth.net/?p=46</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน (Sex in School) เป็นเรื่องที่น่าตกใจเป็นอย่างมากเพราะปัจจุบันนี้เด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่มีความเห็นว่าการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนเป็นเรื่องปกติธรรมดานั่นคือค่านิยมในเรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนที่ไม่ถูกต้องกำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย หากย้อนอดีตไปสักช่วงหนึ่งแค่เรื่องการทดลองอยู่กันก่อนแต่งของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงมากพออยู่แล้วแต่ปัจจุบันนี้เรื่องเพศสัมพันธ์ได้ลุกลามเข้าไปในเด็กนักเรียนระดับมัธยมกันแล้วหรือว่าค่านิยมในสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ การที่เรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน เป็นสิ่งที่รับไม่ได้สำหรับสังคมไทยเพราะเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมายเพราะเด็กนักเรียนที่เป็นวัยรุ่น (Teenage) ทั้งหลายยังไม่สามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้พูดง่ายๆคือยังต้องแบมือขอเงินจากพ่อแม่อยู่แล้วจะรับผิดชอบต่อปัญหาที่จะเกิดตามมาได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ในวัยเรียนอีกทั้งปัญหาการทำแท้ง ฯลฯ คนที่ยังไม่สามารถรับผิดชอบตัวเองได้หากเจอปัญหาต่างๆที่ต่อเนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์แล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ปัญหาเหล่านี้ก็จะลุกลามต่อเนื่องไปจนเป็นปัญหาของสังคมโดยรวม แล้วเราจะหาทางป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนได้อย่างไร สาเหตุของการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนเกิดจากความอยากรู้อยากลองความคึกคะนองของเด็กวัยรุ่นที่เอาอย่างวัฒนธรรมตะวันตกเกี่ยวกับเรื่องฟรีเซ็กส์ (Free Sex) ที่แพร่เข้ามาในเมืองไทยตามสื่อต่างๆทำให้เกิดการเลียนแบบ อิทธิพลจากสื่อต่างๆทำให้เด็กวัยรุ่นเกิดการสับสนว่าการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนเป็นการกระทำที่ไม่ผิดทั้งๆที่ยังไม่มีความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์เลยด้วยซ้ำ เมื่อมีการเลียนแบบโดยขาดความรู้ความเข้าใจและการป้องกันตัวที่ดีพอก็ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมาทั้งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์และการทำแท้ง สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งของเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนคือการขาดความอบอุ่นในครอบครัวอันเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่บีบรัดตัวทำให้พ่อแม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาหาเงินโดยไม่มีเวลาใกล้ชิดอบรมสั่งสอนแนะนำให้ลูกๆมีความคิดมีค่านิยมที่ถูกต้องและมีความรับผิดชอบรู้จักคิดให้รอบคอบก่อนทำอะไร วัยรุ่นเลยหันไปให้น้ำหนักกับเพื่อนฝูงแทนหากคบเพื่อนดีก็ถือว่าโชคดีไปแต่ส่วนมากเด็กวัยรุ่นมักจะพากันคึกคะนองอยากโชว์พาว ฯ จึงทำให้เกิดการชักจูงกันไปในทางที่ผิดเพราะเอ็งไม่รู้ข้าก็ไม่รู้ก็เลยพากันลองผิดลองถูกกว่าจะรู้ก็ถลำตัวลึกเสียแล้ว ดังนั้นการป้องกันปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนทำได้โดยให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศสัมพันธ์แก่เด็กและที่สำคัญที่สุดคือความใกล้ชิดอบอุ่นระหว่างคนในครอบครัวจะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีให้กับเด็กไม่ให้ทำเรื่องที่ผิดพลาด ความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่ที่มีให้กับลูกสามารถเป็นภูมิคุ้มกันได้ทุกๆเรื่องไม่เฉพาะแต่เรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน (Sex in School)   เท่านั้น ที่สำคัญอย่าถือว่าเป็นหน้าที่หรือความรับผิดชอบของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น  ขอให้คิดว่าเป็นหน้าที่ของทุกๆคนที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นและทำให้สังคมไทยน่าอยู่]]></description>
		<wfw:commentRss>http://healthforhealth.net/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99-sex-in-sc/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ควรให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา (Sex Education) แก่ลูกเมื่อใด</title>
		<link>http://healthforhealth.net/%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://healthforhealth.net/%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Jun 2011 10:46:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>SC7</dc:creator>
				<category><![CDATA[เพศศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ให้ความรู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthforhealth.net/?p=43</guid>
		<description><![CDATA[โลกปัจจุบันมีพัฒนาการที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว เด็กๆจะมีพัฒนาการทางด้านความคิดและการรับรู้อะไรใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว อีกทั้งสังคมรุ่นใหม่เช่นสังคมออนไลน์เป็นการเปิดโลกกว้างอีกโลกหนึ่งให้กับเด็กๆ หากพ่อแม่ไม่ควบคุมหรืออบรมให้เด็กเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีระเบียบวินัยและซื่อสัตย์อาจทำให้เด็กออกนอกลู่นอกทางได้โดยเฉพาะการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา (Sex Education) แก่ลูกๆ หากจะถามว่าควรให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่ลูกเมื่อใด คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัวเนื่องจากเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการที่ไม่เท่ากัน บางคนพัฒนาการเร็ว (รู้มาก) แต่บางคนก็พัฒนาการช้า (สมองทึบ) ดังนั้นควรสังเกตลูกๆของคุณให้ดีและให้ความใกล้ชิดกับลูกๆของคุณแล้วคุณจะรู้เองเมื่อเด็กเริ่มมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเพศ พยามยามเป็นกันเองกับลูกๆให้เขาสามารถเข้าถึงและปรึกษาได้ทุกๆเรื่อง เมื่อเขามีปัญหาหรือข้อสงสัยอะไรก็จะมาถามและเล่าให้ฟังอาจจะเล่าให้ฟังเฉยๆหรือขอคำแนะนำ หากคนที่เป็นพ่อแม่มีความเอาใจใส่ลูกๆย่อมสังเกตได้และรู้ได้ด้วยตัวเองว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องให้ความรู้เรื่องเพศศึกษากับลูกๆ การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา (Sex Education) แก่เด็กๆ อาจเป็นลักษณะของการตอบคำถามที่เด็กสงสัยโดยพิจารณาถึงวัยของเขาด้วยว่าเขาควรจะรู้เรื่องเพศศึกษาละเอียดเพียงใด เพื่อป้องกันความสับสนควรเลี่ยงที่จะพูดในส่วนของรายละเอียดแต่ควรตอบในลักษณะที่ว่าเพศศึกษาเป็นเรื่องที่คนสองคนเกิดความพึงพอใจและปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดกันมากกว่าเพื่อนธรรมดา ไม่จำเป็นต้องเน้นรายละเอียดให้มากก็ได้แต่เมื่อเด็กโตพอที่จะรับรู้ได้แล้วจึงค่อยบอกรายละเอียดให้ฟัง ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษากับลูกของคุณให้เหมือนกับน้ำซึมบ่อทราย นั่นคือสอนหรือเล่าให้ฟังแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นต้องบอกรายละเอียดให้หมดในคราวเดียว คุณควรรอให้ลูกถามถึงเรื่องนั้นๆก่อนหากถามลึกลงไปจนถึงข้อปลีกย่อยแล้วคุณค่อยอธิบายเป็นเรื่องๆโดยเฉพาะไป บ่อยครั้งที่เด็กมีการสัมผัสกับอวัยวะเพศของตัวเองซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่พ่อแม่ไม่ควรกังวลหรือตีโพยตีพายไป เด็กจะเกิดความสงสัยว่าแค่จับจู๋ (น้องชาย) หรือจิ๋ม (น้องสาว) ของตัวเองทำไมพ่อแม่ต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้ สิ่งที่ควรทำคือบอกให้เขาทราบว่านั่นเป็นสิ่งที่ควรจะทำเมื่ออยู่เป็นการส่วนตัวจะเหมาะกว่า เรื่องเพศศึกษาพ่อแม่ต้องอธิบายควบคู่ไปกับเรื่องความผูกพันและความรัก เป็นเรื่องที่ต้องเดินทางไปพร้อมกับความสัมพันธ์ทางใจด้วยไม่ใช่เป็นเรื่องของการปฏิบัติทางกายเพียงอย่างเดียวแต่เพศศึกษาต้องเกิดจากความรัก ความผูกพันจนถึงการแต่งงานและมีครอบครัวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขณะที่กำลังอธิบายเรื่องเพศศึกษาให้กับลูกควรเรียกชื่ออวัยวะของร่างกายนั้นๆให้ถูกต้องตามความเป็นจริง อย่าใช้คำแสลงหรือคำอื่นๆมาแทนอวัยวะที่เกี่ยวกับเพศในขณะที่อธิบายเรื่องเพศศึกษาให้แก่ลูกเพราะจะทำให้เด็กเกิดความสับสนมากกว่าความเข้าใจ พ่อแม่ควรเตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะคุยและอธิบายเรื่องเพศศึกษาแก่ลูก อย่าบ่ายเบี่ยงที่จะคุยเรื่องเพศศึกษา (Sex Education) กับลูก จงให้คำตอบโดยอธิบายให้เด็กเข้าใจอย่าปล่อยให้เขาคิดว่าเขาทำผิดอะไรทำไมพ่อแม่จึงไม่ให้คำตอบแก่เขาหรือทำให้เขารู้สึกว่าเรื่องเพศศึกษาเป็นเรื่องที่สกปรกไม่ควรกล่าวถึง การสร้างความผูกพันและความเข้าใจกับลูกเป็นสิ่งดีที่ทำให้ลูกๆกล้าเข้าหาพ่อแม่และคุยกับพ่อแม่อย่างเปิดเผยได้ทุกๆเรื่อง เมื่อเขามีปัญหาเขาก็จะเข้ามาถามคุณย่อมดีกว่าที่คุณบ่ายเบี่ยงไม่ให้คำตอบให้เขาหายสงสัยแต่กลับให้เขาไปหาคำตอบจากที่อื่นนั่นจะเป็นความผิดพลาดของพ่อแม่ที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นกับครอบครัว]]></description>
		<wfw:commentRss>http://healthforhealth.net/%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไข่ตุ๋น วิธีทำไข่ตุ๋นอาหารสำหรับเด็ก (Steamed Egg for Kids)</title>
		<link>http://healthforhealth.net/%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://healthforhealth.net/%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 19 Jun 2011 06:25:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>SC7</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพแม่และเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารการกิน]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีทำ]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเด็กเล็ก]]></category>
		<category><![CDATA[ไข่ตุ๋น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://healthforhealth.net/?p=40</guid>
		<description><![CDATA[ไข่ตุ๋น (Steamed Egg) เป็นอาหารที่กินง่ายและทำก็ง่าย พูดได้ว่าง่ายทั้งทำและง่ายทั้งกินเลย อาหารจำพวกไข่ก็มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กเล็กที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตควรกินไข่วันละหนึ่งฟองเป็นอย่างน้อยโดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นไข่เจียว ไข่ดาว ไข่เยี่ยวม้า ไข่ลูกเขย ไข่ต้มหรือไข่ตุ๋น ให้แล้วแต่ความชอบของคนกินก็แล้วกัน พื้นฐานของการทำไข่ตุ๋นสามารถนำไปประยุกต์ให้เกิดรูปแบบใหม่ๆเพื่อจูงใจให้เด็กอยากกินไข่ตุ๋นให้ทำดังนี้คือ วิธีทำไข่ตุ๋น โดยทั่วไปจะใช้ไข่ไก่อยู่ที่ 1-2 ฟองขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่จะกินให้คิดโดยเฉลี่ยคนละ 1-2 ฟองก็น่าจะพอดีหากจำนวนคนกินมากขึ้นก็เพิ่มจำนวนไข่และปริมาณวัตถุดิบไปตามสัดส่วน ไข่ตุ๋นจะมีการเพิ่มโปรตีนอื่นๆเข้ามาเนื่องจากโปรตีนจากไข่จะไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โปรตีนที่เพิ่มเข้ามาอาจเป็นโปรตีนจากเนื้อสัตว์เช่น หมู กุ้ง ไก่ ตับ ฯลฯ นอกจากนี้หากมีการเพิ่มวิตามินจากผักเข้าไปอีกก็จะเป็นการดียิ่งขึ้นเช่น ผักขม ข้าวโพดอ่อน หัวแครอท ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการประยุกต์ของคนทำหากทำให้เด็กเล็กกินก็ให้วิธีบดหรือซอยหยาบทั้งเนื้อสัตว์และผักที่จะใส่เพิ่มลงไปในไข่ที่ตีแล้ว ส่วนผสมที่สำคัญอีกอย่างของไข่ตุ๋น (Steamed Egg) คือ น้ำซุปกระดูกหรือน้ำซุปผัก วิธีการทำไข่ตุ๋นให้อร่อยสิ่งที่จะขาดไม่ได้คือน้ำซุปจากกระดูกอาจเป็นกระดูกหมู ไก่หรืออาจจะใช้เป็นน้ำซุปผักก็ได้สามารถเลือกปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมและความชอบ การตุ๋นไข่ให้เด็กเล็กกินไม่ควรใช้ซอสปรุงรสที่มีส่วนผสมของผงชูรสเพราะจะทำให้เด็กติดรสชาติของผงชูรส อนุโลมให้ใส่เกลือได้เล็กน้อย โดยทั่วไปเพียงแค่ความหอมของน้ำซุปจากกระดูกหมูหรือไก่ก็ทำให้ไข่ตุ๋นรสชาติดีอยู่แล้วเรียกได้ว่าอร่อยโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งซอสปรุงรสอย่างอื่นเลย วิธีลงมือทำไข่ตุ๋น ให้ตอกไข่ไก่ 1-2 ฟองแล้วตีไข่ไก่ให้แตกพอสมควร ผสมเครื่องไข่ตุ๋นที่เตรียมไว้เช่นหมูบด ไก่ ตับและผักซอยหยาบลงไปตีให้เข้ากันจากนั้นเติมน้ำซุปกระดูกหมูประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะหรือตามความชอบ หากชอบความหอมของน้ำซุปเยอะก็ใส่ให้มากหน่อยแล้วนำส่วนผสมที่เตรียมเสร็จแล้วไปวางในลังถึงนึ่งประมาณ 10 – 15 นาทีพอไข่สุกก็ปิดเตายกลงมารอให้อุ่นก็พร้อมเสริฟได้เลย หากรู้จักการประยุกต์จะสามารถทำให้ได้ไข่ตุ๋นที่หลากหลายรูปแบบน่ากินและไม่จำเจ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://healthforhealth.net/%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%99-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

