ควรให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา (Sex Education) แก่ลูกเมื่อใด

โลกปัจจุบันมีพัฒนาการที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว เด็กๆจะมีพัฒนาการทางด้านความคิดและการรับรู้อะไรใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว อีกทั้งสังคมรุ่นใหม่เช่นสังคมออนไลน์เป็นการเปิดโลกกว้างอีกโลกหนึ่งให้กับเด็กๆ หากพ่อแม่ไม่ควบคุมหรืออบรมให้เด็กเป็นคนที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีระเบียบวินัยและซื่อสัตย์อาจทำให้เด็กออกนอกลู่นอกทางได้โดยเฉพาะการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา (Sex Education) แก่ลูกๆ

หากจะถามว่าควรให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่ลูกเมื่อใด คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัวเนื่องจากเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการที่ไม่เท่ากัน บางคนพัฒนาการเร็ว (รู้มาก) แต่บางคนก็พัฒนาการช้า (สมองทึบ) ดังนั้นควรสังเกตลูกๆของคุณให้ดีและให้ความใกล้ชิดกับลูกๆของคุณแล้วคุณจะรู้เองเมื่อเด็กเริ่มมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเพศ พยามยามเป็นกันเองกับลูกๆให้เขาสามารถเข้าถึงและปรึกษาได้ทุกๆเรื่อง เมื่อเขามีปัญหาหรือข้อสงสัยอะไรก็จะมาถามและเล่าให้ฟังอาจจะเล่าให้ฟังเฉยๆหรือขอคำแนะนำ หากคนที่เป็นพ่อแม่มีความเอาใจใส่ลูกๆย่อมสังเกตได้และรู้ได้ด้วยตัวเองว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องให้ความรู้เรื่องเพศศึกษากับลูกๆ

การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษา (Sex Education) แก่เด็กๆ อาจเป็นลักษณะของการตอบคำถามที่เด็กสงสัยโดยพิจารณาถึงวัยของเขาด้วยว่าเขาควรจะรู้เรื่องเพศศึกษาละเอียดเพียงใด เพื่อป้องกันความสับสนควรเลี่ยงที่จะพูดในส่วนของรายละเอียดแต่ควรตอบในลักษณะที่ว่าเพศศึกษาเป็นเรื่องที่คนสองคนเกิดความพึงพอใจและปรารถนาที่จะอยู่ใกล้ชิดกันมากกว่าเพื่อนธรรมดา ไม่จำเป็นต้องเน้นรายละเอียดให้มากก็ได้แต่เมื่อเด็กโตพอที่จะรับรู้ได้แล้วจึงค่อยบอกรายละเอียดให้ฟัง

ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษากับลูกของคุณให้เหมือนกับน้ำซึมบ่อทราย นั่นคือสอนหรือเล่าให้ฟังแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นต้องบอกรายละเอียดให้หมดในคราวเดียว คุณควรรอให้ลูกถามถึงเรื่องนั้นๆก่อนหากถามลึกลงไปจนถึงข้อปลีกย่อยแล้วคุณค่อยอธิบายเป็นเรื่องๆโดยเฉพาะไป บ่อยครั้งที่เด็กมีการสัมผัสกับอวัยวะเพศของตัวเองซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่พ่อแม่ไม่ควรกังวลหรือตีโพยตีพายไป เด็กจะเกิดความสงสัยว่าแค่จับจู๋ (น้องชาย) หรือจิ๋ม (น้องสาว) ของตัวเองทำไมพ่อแม่ต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โตไปได้ สิ่งที่ควรทำคือบอกให้เขาทราบว่านั่นเป็นสิ่งที่ควรจะทำเมื่ออยู่เป็นการส่วนตัวจะเหมาะกว่า

เรื่องเพศศึกษาพ่อแม่ต้องอธิบายควบคู่ไปกับเรื่องความผูกพันและความรัก เป็นเรื่องที่ต้องเดินทางไปพร้อมกับความสัมพันธ์ทางใจด้วยไม่ใช่เป็นเรื่องของการปฏิบัติทางกายเพียงอย่างเดียวแต่เพศศึกษาต้องเกิดจากความรัก ความผูกพันจนถึงการแต่งงานและมีครอบครัวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขณะที่กำลังอธิบายเรื่องเพศศึกษาให้กับลูกควรเรียกชื่ออวัยวะของร่างกายนั้นๆให้ถูกต้องตามความเป็นจริง อย่าใช้คำแสลงหรือคำอื่นๆมาแทนอวัยวะที่เกี่ยวกับเพศในขณะที่อธิบายเรื่องเพศศึกษาให้แก่ลูกเพราะจะทำให้เด็กเกิดความสับสนมากกว่าความเข้าใจ

พ่อแม่ควรเตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะคุยและอธิบายเรื่องเพศศึกษาแก่ลูก อย่าบ่ายเบี่ยงที่จะคุยเรื่องเพศศึกษา (Sex Education) กับลูก จงให้คำตอบโดยอธิบายให้เด็กเข้าใจอย่าปล่อยให้เขาคิดว่าเขาทำผิดอะไรทำไมพ่อแม่จึงไม่ให้คำตอบแก่เขาหรือทำให้เขารู้สึกว่าเรื่องเพศศึกษาเป็นเรื่องที่สกปรกไม่ควรกล่าวถึง การสร้างความผูกพันและความเข้าใจกับลูกเป็นสิ่งดีที่ทำให้ลูกๆกล้าเข้าหาพ่อแม่และคุยกับพ่อแม่อย่างเปิดเผยได้ทุกๆเรื่อง เมื่อเขามีปัญหาเขาก็จะเข้ามาถามคุณย่อมดีกว่าที่คุณบ่ายเบี่ยงไม่ให้คำตอบให้เขาหายสงสัยแต่กลับให้เขาไปหาคำตอบจากที่อื่นนั่นจะเป็นความผิดพลาดของพ่อแม่ที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นกับครอบครัว

ไข่ตุ๋น วิธีทำไข่ตุ๋นอาหารสำหรับเด็ก (Steamed Egg for Kids)

ไข่ตุ๋น (Steamed Egg) เป็นอาหารที่กินง่ายและทำก็ง่าย พูดได้ว่าง่ายทั้งทำและง่ายทั้งกินเลย อาหารจำพวกไข่ก็มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กเล็กที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโตควรกินไข่วันละหนึ่งฟองเป็นอย่างน้อยโดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นไข่เจียว ไข่ดาว ไข่เยี่ยวม้า ไข่ลูกเขย ไข่ต้มหรือไข่ตุ๋น ให้แล้วแต่ความชอบของคนกินก็แล้วกัน พื้นฐานของการทำไข่ตุ๋นสามารถนำไปประยุกต์ให้เกิดรูปแบบใหม่ๆเพื่อจูงใจให้เด็กอยากกินไข่ตุ๋นให้ทำดังนี้คือ

วิธีทำไข่ตุ๋น โดยทั่วไปจะใช้ไข่ไก่อยู่ที่ 1-2 ฟองขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่จะกินให้คิดโดยเฉลี่ยคนละ 1-2 ฟองก็น่าจะพอดีหากจำนวนคนกินมากขึ้นก็เพิ่มจำนวนไข่และปริมาณวัตถุดิบไปตามสัดส่วน ไข่ตุ๋นจะมีการเพิ่มโปรตีนอื่นๆเข้ามาเนื่องจากโปรตีนจากไข่จะไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โปรตีนที่เพิ่มเข้ามาอาจเป็นโปรตีนจากเนื้อสัตว์เช่น หมู กุ้ง ไก่ ตับ ฯลฯ นอกจากนี้หากมีการเพิ่มวิตามินจากผักเข้าไปอีกก็จะเป็นการดียิ่งขึ้นเช่น ผักขม ข้าวโพดอ่อน หัวแครอท ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการประยุกต์ของคนทำหากทำให้เด็กเล็กกินก็ให้วิธีบดหรือซอยหยาบทั้งเนื้อสัตว์และผักที่จะใส่เพิ่มลงไปในไข่ที่ตีแล้ว

ส่วนผสมที่สำคัญอีกอย่างของไข่ตุ๋น (Steamed Egg) คือ น้ำซุปกระดูกหรือน้ำซุปผัก วิธีการทำไข่ตุ๋นให้อร่อยสิ่งที่จะขาดไม่ได้คือน้ำซุปจากกระดูกอาจเป็นกระดูกหมู ไก่หรืออาจจะใช้เป็นน้ำซุปผักก็ได้สามารถเลือกปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมและความชอบ การตุ๋นไข่ให้เด็กเล็กกินไม่ควรใช้ซอสปรุงรสที่มีส่วนผสมของผงชูรสเพราะจะทำให้เด็กติดรสชาติของผงชูรส อนุโลมให้ใส่เกลือได้เล็กน้อย โดยทั่วไปเพียงแค่ความหอมของน้ำซุปจากกระดูกหมูหรือไก่ก็ทำให้ไข่ตุ๋นรสชาติดีอยู่แล้วเรียกได้ว่าอร่อยโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งซอสปรุงรสอย่างอื่นเลย

วิธีลงมือทำไข่ตุ๋น ให้ตอกไข่ไก่ 1-2 ฟองแล้วตีไข่ไก่ให้แตกพอสมควร ผสมเครื่องไข่ตุ๋นที่เตรียมไว้เช่นหมูบด ไก่ ตับและผักซอยหยาบลงไปตีให้เข้ากันจากนั้นเติมน้ำซุปกระดูกหมูประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะหรือตามความชอบ หากชอบความหอมของน้ำซุปเยอะก็ใส่ให้มากหน่อยแล้วนำส่วนผสมที่เตรียมเสร็จแล้วไปวางในลังถึงนึ่งประมาณ 10 – 15 นาทีพอไข่สุกก็ปิดเตายกลงมารอให้อุ่นก็พร้อมเสริฟได้เลย

หากรู้จักการประยุกต์จะสามารถทำให้ได้ไข่ตุ๋นที่หลากหลายรูปแบบน่ากินและไม่จำเจ คนที่มีความคิดสร้างสรรอาจเลือกใช้วัตถุดิบในการทำไข่ตุ๋นให้มากชนิดเข้าไว้และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อันนี้ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัว หากมีอะไรที่ใกล้มือเลือกใช้แทนได้จะเป็นการประหยัดเงินไปได้อีกทางหนึ่งเช่น ที่บ้านมีกระดูกซี่โครงไก่อยู่แล้วก็เปลี่ยนเป็นใช้น้ำซุปไก่แทนได้ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นน้ำซุปหมูตายตัวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากลูกๆของคุณชอบกินปูอัดก็ประยุกต์ทำเป็นไข่ตุ๋นปูอัดก็ได้จะได้ถูกใจคนกินจะมีประโยชน์อะไรหากคนทำอยากทำไข่ตุ๋นเห็ดหอมเพราะคนทำชอบและเห็นว่ามีประโยชน์แต่หากทำไปแล้วลูกๆไม่กินหรือจำใจกินก็เสียของ อย่าลืมสุภาษิตของไทยที่ว่า ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ตามใจผู้นอน การทำอาหารก็เช่นเดียวกันให้ทำตามใจคนกินจะดีที่สุด เมื่อทำไข่ตุ๋น (Steamed Egg)   มาแล้วถูกปากถูกใจของลูกๆกินจนหมดชามนั่นคือความสุขของคนเป็นพ่อแม่

ทำงานไปพร้อมกับการสลายไขมัน (Fat Metabolism)

คนส่วนมากมักมีปัญหาเรื่องไขมันส่วนเกินในร่างกายและมีข้ออ้างอยู่เสมอว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย ดังนั้นในวันนี้เราจะแนะนำวิธีสลายไขมัน (Fat Metabolism) หรือลดไขมันในขณะที่คุณกำลังทำงานอยู่เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัวเลยก็ว่าได้ การทำงานนั่งโต๊ะนานๆจะทำให้เกิดความเมื่อยล้าและเครียดดังนั้นหากคุณเปลี่ยนอิริยาบถบ้างจะเป็นการช่วยกระตุ้นประสิทธิภาพของการเผาผลาญไขมันในตัวคุณได้

วิธีใช้เวลาขณะคุยโทรศัพท์ในที่ทำงานให้เกิดประโยชน์กับการลดไขมัน หากคุณนั่งคุยในท่าเดียวกันนานๆ แน่นอนย่อมเกิดความเมื่อยล้า ทำไมไม่ลองเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ของคุณโดยการลุกขึ้นยืนคุยโทรศัพท์แทนการนั่งจะเป็นการยืดเส้นยืดสายหรืออาจเขย่งปลายเท้าหรือเหยียดปลายเท้าเหยียดขาออกให้ตึงเต็มที่ ทำแบบนี้เป็นระยะๆในขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์จะช่วยให้กล้ามเนื้อได้ออกกำลังและร่างกายของคุณได้ใช้พลังงานออกไปบ้างไม่มากก็น้อย

ในลักษณะเดียวกันคุณสามารถออกกำลังกายบั้นท้าย กล้ามเนื้อต้นขาและหน้าท้องของคุณโดยการนั่งตัวตรงให้ขาชิดติดกัน งอเข่าให้ฝ่าเท้าแนบราบกับพื้นห้อง ต่อจากนั้นให้พยายามยกเท้าให้สูงจากพื้นห้องประมาณ 4-6 นิ้วพร้อมๆกับการเกร็งกล้ามเนื้อบั้นท้ายและต้นขาค้างไว้สัก 5 วินาที ทำซ้ำๆให้บ่อยเท่าที่คุณจะทำได้รับรองว่าไขมันส่วนเกินในตัวคุณจะสลายไปได้บ้างอย่างแน่นอน

พฤติกรรมการดื่มน้ำของคุณก็ช่วยให้คุณได้เปลี่ยนอิริยาบถได้ด้วยเช่นกัน พยายามดื่มน้ำครั้งละน้อยๆแต่ให้ดื่มบ่อยๆ น้ำได้รับการยอมรับว่าดีต่อสุขภาพอยู่แล้วพอน้ำหมดคุณก็ต้องเดินไปเติมน้ำใหม่ พอกินน้ำมากๆเข้าก็จะปวดปัสสาวะทำให้คุณต้องลุกขึ้นเดินออกไปเข้าห้องน้ำอีก นอกจากนี้คุณอาจขันอาสาช่วยเหลือเพื่อนๆในที่ทำงานของคุณโดยการอาสารับชงกาแฟ ถ่ายเอกสารหรืออะไรก็ตามที่พอทำได้แทนเพื่อนของคุณ เท่านี้คุณก็ได้ยืดเส้นสายและสลายไขมัน (Fat Metabolism) เพิ่มขึ้นและยังเป็นที่รักของเพื่อนๆอีกด้วย

ไม่ว่างานของคุณจะยุ่งเพียงใดแต่พอถึงเวลาพักเที่ยงคุณต้องวางมือและหาทางออกไปกินมื้อเที่ยงนอกที่ทำงานให้ได้และวิธีเดินทางไม่มีอะไรจะดีเสียกว่าการเดินไปด้วยสองเท้าของคุณจะช่วยให้คุณได้ยืดเส้นยืดสายออกกำลังกายไปในตัวช่วยสลายไขมันส่วนเกินในตัวคุณไปได้อีกหลายส่วนเลย ข้อดีอีกอย่างของการเดินไปกินมื้อกลางวันนอกที่ทำงานคือหลังจากกินเสร็จแล้วก็ต้องเดินกลับซึ่งเป็นการช่วยย่อยอาหารและลดการสะสมของไขมันไปในตัว ลองเปรียบเทียบกับการที่คุณสั่งให้แม่บ้านออกไปซื้อข้าวเข้ามาให้คุณกินในที่ทำงาน ตัวคุณเองก็ไม่ได้ออกไปไหนไม่ได้ออกแรงอะไรเลยแถมยังนั่งกินอาหารเสร็จแล้วก็ทำงานต่อเป็นการเพิ่มไขมันให้พอกพูนสะสมในตัวคุณขึ้นได้อย่างมาก

ที่กล่าวมาคือตัวอย่างของออกกำลังกายเพื่อสลายหรือลดไขมัน (Fat Metabolism) ในขณะทำงาน สถานที่ทำงานของแต่ละคนแตกต่างกันไปก็สามารถหาทางปรับเปลี่ยนให้ขณะทำงานได้ออกกำลังไปในตัวเพื่อช่วยลดสลายไขมันในตัวคุณออกไปบ้างไม่มากก็น้อย ลองคิดหาวิธีอื่นๆที่คุณชอบจะได้ไม่รู้สึกเบื่อกับการสลายไขมันในขณะทำงาน เชื่อเถอะว่า “แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกายแล้ว”